Welcome, Guest. Please login or register.

 


Author Topic: "แพชาวบ้าน"..สักครั้งกับ "ทางผ่าน" ที่ใครๆ มองข้าม  (Read 6200 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

PTY

  • Administrator
  • Sr. Member
  • ****
  • Offline Offline
  • Gender: Male
  • Posts: 446
  • twitter: twitter.com/ddiibb



"แพชาวบ้าน"เป็นชื่อเรียกของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งในอดีตเคยเป็น"กระชัง"ที่ใช้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด  แต่ด้วยเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยและปัญหาหลากหลายที่รุมเร้าเข้ามาในการเลี้ยงปลาในกระชัง  ทำให้ชาวบ้านหลายรายเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความอยู่รอด  เฉกเช่นเดียวกับที่นี้ "แพชาวบ้าน"ก็ได้มีการต่อเติมและดัดแปลง"กระชัง"เก่าๆ ให้มาเป็นที่พักลอยน้ำแบบง่ายๆ  แถมยังมีกิจกรรมหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสได้อย่างลงตัว 

เกริ่นมาตั้งนานหลายท่านอาจยังไม่มองห็นภาพ  ถ้างั้นไปเที่ยวด้วยกันในครั้งนี้ได้เลยครับ



ราคาที่พักในสนนราคาคนละ 1,500 บาทต่อคนต่อทริป 2 วัน 1 คืน  รวมอาหารเย็นแบบซีฟู๊ดชุดใหญ่และอาหารเช้าแบบง่ายๆ  กิจกรรมต่างๆ ทั้งพายเรือคายัค  กระโดดเชือก และคาราโอเกะ  ถือว่าเป็นราคาที่พอรับได้ (แต่ถ้าถูกกว่านี้หน่อยก็จะดีนะครับ...555)

ทริปนี้พวกเราไปกันทั้งหมด 4 คน ออกเดินทางจากกรุงเพทฯ ในเวลาเที่ยง ถึง อ.บ้านเพ จ.ระยอง ในเวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง  จากนั้นก็นำสัมภาระต่างๆ ไปกองกันเอาไว้ที่"ท่าเรือเทศบาลบ้านเพ"  จากนั้นนำรถไปฝากเสียค่าจอดรถวันละ 100 บาท  แล้วก็รอเรือมารับ



บ้านเพ ในวันฟ้าใส มองเห็นสันเขื่อนกั้นคลื่นลมทะเลได้ตลอดแนว



แพชาวบ้าน ตั้งอยู่ตรงข้ามท่าเรือเทศบาลบ้านเพพอดี  มองด้วยสายตาระยะทางไม่น่าจะเกิน 1 กิโลเมตร  หลังจากที่รอเรือมารับ 10 นาทีและนั่งเรือไปยังแพที่พักอีกประมาณ 10 นาที  แล้วพวกเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางแล้วครับ"แพชาวบ้าน" ในเวลาประมาณบ่ายสามโมงเย็น



บริเวณโต๊ะทานอาหาร เจาะเป็นช่องให้ห้อยเท้าลงไปในน้ำ  บริเวณนี้เป็นลานอเนกประสงค์ทั้งทานข้าว ร้องคาราโอเกะ และอื่นๆ อีกมากมาย



จุดเล่นน้ำที่มีที่โหนเชือกไว้ให้ได้ตื่นเต้นด้วย  เรือคายัคที่เห็นอยู่หลายลำก็สามารถนำไปพายเล่นได้ไม่คิดตังนะครับ



ห้องพักสีสันสวยงามสดใสมีหลากหลายขนาดทั้งห้อง 2-3 คน  ห้อง 6-8 คน ห้องใหญ่จุได้เป็น 10 คน แล้วแต่กลุ่มที่มาเที่ยวครับ



ห้องขนาดใหญ่สุดตั้งอยู่ริมแพ  ด้านหน้าเป็นกระชังเลี้ยงปลา บรรยากาศดีมากมาก



ถัดจาก"แพชาวบ้าน"ก็ยังมีที่พักอีกหลายแห่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกลกันมากนัก



ช่วงแดดอ่อนแบบนี้เดินเล่นชมวิว ดูปลาในกระชังก็มีความสุขดีนะครับ



ปลาที่เลี้ยงอยู่ในกระชัง ตัวใหญ่มาก



เดินออกมาตากลมทะเลเล่นบนกระชังจะเห็นบริเวณที่พักได้อย่างขัดเจน



ติดต่อได้ตามเบอร์โทรนี้เลยนะครับ



พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงแล้ว



ได้เวลาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าลงน้ำกันสักที  เดินผ่านเรือลำน้อยที่นำพวกเรามาที่นี่



ห้องพักแสนสุขสำหรับคืนนี้ของพวกเรา สีสันแสบตาดีจัง



ภายในห้องพักเป็นที่นอนบางพร้อมเครื่องนอนหมอนผ้าห่ม มีพัดลมให้ 2 ตัวแต่ขอเพิ่มได้  มีห้องน้ำในตัวด้วยนะครับ



หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จก็ไปเล่นน้ำกัน



เค้ามีไว้ให้เราลอง  อย่างนี้ต้องจัดไป



หลังจากโดดน้ำเล่นแก้ร้อนกันสักพัก  ได้เวลาไปพายเรือเล่นกันแล้ว



ผมนำเรือคายัคลงน้ำไปเก็บภาพจากด้านนอกก่อน



คุณผู้หญิงยังสนุกสนาน ว่ายน้ำเป็นปลาพยูนอยู่ในน้ำอยู่เลย...555 ล้อเล่น



ถ่ายรูปบนเรือนี่เหนื่อยชะมัด กว่าจะรอให้เรือนิ่งจากคลื่นน้ำที่พัดมาก็ปาเข้าไปหลายช๊อต



เรือพวกนี้รอพวกท่านอยู่นะครับที่"แพชาวบ้าน"



จากนั้นพวกเราก็พายเรืออ้อมที่พักเพื่อไปถ่ายรูปเล่นกันบนสันเขื่อน



ปีนขึ้นสันเขื่อนอย่างเหนื่อยอ่อนและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการก้าวเดินแต่ละย่างก้าว  แต่ก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยล้า



เขื่อนหินเล็กๆ ที่อยู่กลางทะเลแห่งนี้มีความสำคัญกับชาวบ้านเพอย่างยิ่งยวด ทั้งกั้นคลื่นบังลมและอื่นๆ อีกมากมาย



เกาะที่เห็นไกลๆ นั่นก็คือ "เกาะเสม็ด"เสร็จจริงหรือ



อีกด้านจะเห็น"กังหันลม"ตั้งโต้ลมอยู่ 1 เครื่องด้วยนะครับ



หันกลับมายลพระอาทิตย์อัสดงกันต่อ สวยถูกใจมากมากครับ



อีกหนึ่งภาพกับ"แพชาวบ้าน"ยามพระอาทิตย์ตก



ลงจากสันเขื่อนแล้วก็พายเรือกลับที่พัก เตรียมตัวอาบน้ำแล้วไปกินอาหารเย็นกัน



อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จแต่อาหารยังไม่เสร็จ  ก็เลยได้โอกาสเก็บเกี่ยวภาพงามงามยามโพล้เพล้กันต่อ



ห้องอาหารยามเย็นย่ำแบบนี้สวยไปอีกแบบนะครับ



การถ่ายภาพวิวในเวลามืดแสงไม่ค่อยพอบนแพที่โยกไปโยกมาแบบนี้ค่อนข้างยากมากเลยนะครับที่จะได้ภาพที่คมชัด  นี่ขนาดมีขาตั้งกล้องช่วยแล้วนะเนี้ยยังออกมาไม่ค่อยดีเลย



แล้วอาหารเย็นชุดใหญ่ของพวกเราก็มาตั้งอยู่บนโต๊ะ  เพราะมัวแต่วิ่งไปถ่ายรูปโน้นนี่นั่นอยู่สักตั้งนาน  กลับมาที่โต๊ะกะว่าจะมาถ่ายรูปอาหารมาให้ชมกันสักหน่อย พอมาถึงที่โต๊ะเพื่อนๆ เล่นล่อกันไปซะหมดสวยเสียแล้วก็เลยปล่อยเลยตามเลยไม่ต้องถ่ายกันแล้ว..หึหึ



ช่วงค่ำก็นั่งดื่มนั่งกินนั่งเม้าส์กันไปตามเรื่อง  อากาศไม่ร้อนมีลมพัดมากระทบตัวตลอดเวลาทำให้วงสนทนาของพวกเราลืมเวลาไปซะถนัด  มองเวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนได้เวลาไปนอนกันได้แล้ว  หลังจากนั้นพวกเราก็เข้านอน อากาศยามค่ำคืนก็ไม่ร้อนแต่อย่างใด มีพัดลมช่วยยิ่งนอนสบายเข้าไปใหญ่ แต่ต้องขอบอกว่าการบอกบนแพที่ลอยอยู่ในน้ำนี่ ถ้าใครที่นอนค่อนข้างยากอาจมีปัญหาในเรื่องเสียงกันสักหน่อย เพราะจะมีเสียงเสียดสีของสิ่งต่างๆ ตามแต่แรงลมและคลื่นที่พัดมาตลอดคืน แต่สำหรับพวกเราแล้วไม่เป็นปัญหาครับ...เพราะเมาหลับ...555

ผมตื่นขึ้นมาคนแรกเพราะอากาศตอนเช้าตรู่เริ่มร้อนอบอ้าว มองออกไปนอกห้องเห็นเมฆดำก่อตัวลอยอยู่เต็มท้องฟ้า  มิน่าอากาศถึงได้ร้อนอบอ้าวนัก สงสัยอีกไม่นานฝนคงได้เทลงมาแน่ๆ  ไหนๆ ก็นอนไม่หลับแล้วไปเก็บภาพยามเช้ากันสักตั้ง



เงียบสงบดีแท้



ทุกอย่างดูนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงเสียงคลื่นและลมที่พัดมากระทบกับแพอย่างเบาๆ ชอบบรรยากาศแบบนี้จัง ช่างแตกต่างกับชีวิตในเมืองกรุงฯ ที่ดูวุ่นวายและสับสน



ท้องทะเลเรียบสนิท ดูเหมือนสระว่ายน้ำขนาดมหึมาที่รอเวลาให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการ



บรรยากาศยามฝนใกล้ตกนี่ก็ดูขลังดีนะครับ



บริเวณโต๊ะอาหาร



ป้ายชื่อที่พักแบบเก๋ๆ



จากนั้นก็เดินไปเยี่ยม"น้องปลา"ในกระชังกันสักหน่อย



ศาลาพักร้อนริมกระชัง



เขาแหลมหญ้า



พอเดินมาถึงตรงนี้ฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆ บ้างแล้วครับ



เห็นระยะทางที่ต้องวิ่งไปแล้วคงต้องเปียกฝนกันบ้างแล้วล่ะ



วิ่งกลับมาหลบฝนกับอีกจุดนั่งเล่น มีโต๊ะสีสันเจ็บๆ ตั้งไว้อยู่เบื้องหน้า



ฝนตกลงมาอย่างเปราะแปะบางเบา แต่ก็พอคลายร้อนไปได้มากทีเดียว พอฝนหยุดตกก็เห็นหมอกลอยปกคลุมอยู่บริเวณยอดเขาบนฝั่งบ้านเพ



เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ  ทุกสิ่่งทุกอย่างยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม ถึงเม้ว่าเวลาจะปาเข้าไปเกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว  ยังคงไม่ถึงเวลาที่จะเกิดความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด แต่ก็ดีเพราะผมอยากจะเก็บความทรงจำแบบนี้ให้ยาวนานไปอีกสักหน่อย



อากาศที่เมื่อชั่วโมงที่แล้วร้อนอบอ้าว  มาถึง ณ เวลานี้เริ่มมีลมพัดมากระทบกาย สบายดีจริงๆ



และแล้วการดำเนินชีวิตในวันใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น ถึงแม้จะเป็นวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาทุกวัน แต่สำหรับคนกรุงฯ แบบผมภาพแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก



หลังจากนั้นไม่นาน เสียงเครื่องยนต์ต่างๆ ก็ประดังประเดเข้ามาในโสตประสาทสัมผัสทางหูของผม  เป็นการสื่อว่าความเงียบที่ผมหลงใหลกำลังจะหมดไปและความวุ่นวายกำลังจะย่างกรายเข้ามา  อันเป็นสัจจะธรรมของชีวิต"ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา"



สงสีทองของท้องฟ้าเริ่มส่องมาให้ได้เห็น ถึงแม้ว่าวันนี้คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแบบเต็มดวงเพราะรอบๆ บริเวณยังคงมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น



อย่างนี้นี่เองที่เรียกว่าแสงสีสวย"แสงสีทอง"แสงแห่งวันใหม่



ดอกไม้สีสวยในบรรยากาศงามๆ เข้ากันได้ดีจริงๆ



เกือบลืมไปที่แพชาวบ้านนี้ ใครต้องการปิ้งย่างอาหารก็มีเตาปิ้งย่างให้ด้วยนะครับ



สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการท่องเที่ยวทางน้ำ"เสื้อชูชีพ"



อีกหนึ่งกระชังที่อยู่ใกล้ๆ "กระชังลุงแกละ"



หลังจากที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ผมก็หยิบกล้องใส่ในกระเป๋ากันน้ำแล้วลากเรือคายัคหย่อนลงไปในน้ำ เตรียมตัวไปเหนื่อยกันต่อ



พายอ้อมไปด้านหลังอีกครั้งเพราะอยากถ่ายที่พักที่มีสีสันสวยงามจัดจ้านแตกต่างกันไป



พายเข้าไปใกล้ๆ ยิ่งเห็นถึงความแตกต่างและสวยงาม



พายเรือคายัคเล่นวนรอบที่พักหนึ่งรอบแล้วก็ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวกินอาหารเช้า ข้าวต้มซีฟู๊ด กาแฟร้อน-โอวัลตินร้อนพร้อมปาท่องโก๋-นมข้นหวาน



หลังจากอิ่มท้องก็เดินเล่นอีกรอบรอเรือมารับกลับไปส่งที่ฝั่ง



หอยแมลงภู่ที่เลี้ยงเอาไว้



พวกเราเดินทางออกจาก"แพชาวบ้าน"ในเวลาประมาณเที่ยงแล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพฯกันเลย  เป็นอันจบไปอีกหนึ่งทริปแล้วนะครับ ติดตามชมรีวิวกันต่อไปในคราวหน้า สำหรับวันนี้โชคดีไม่เจ็บไม่จนนะครับ สวัสดีครับ


................................

ขอขอบคุณภาพประกอบและคำบรรยายของคุณ noiwanwannoi
ชื่อกระทู้ (CR)..."แพชาวบ้าน"..สักครั้งกับ"ทางผ่าน"ที่ใครๆ มองข้าม
ลิงค์ที่มา wWw PanTip CoM

 

 


Facebook Comments